น้ำหอมมีฤดูกาลหรือไม่?

ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนผันไปตามการเวลาเหมือนกับการใส่เสื้อกันหนาวในช่วงฤดูหนาวแล้วใส่เสื้อบางโปร่งสำหรับช่วงฤดูร้อนและใส่เสื้อกันฝนในฤดูฝน ทุกๆอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันไม่เว้นแต่เรื่องน้ำหอม

น้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาลกาลความงาม น้ำหอมบางชนิดมีประสิทธิภาพจะทำงานได้ดีกว่าในบางฤดู เหตุผลนี้ขึ้นอยู่กับ สารเคมี และส่วนผสม

เพราะฤดูที่แตกต่างกันจะทำให้กลิ่นน้ำหอมทำงานตามอุณหภูมิภายนอก ณ ขนาดที่พ่นน้ำหอมออกไป ซึ่งสภาพอากาศที่อบอุ่นจะนำพากลิ่นมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตั้งแต่กลิ่นดอกไม้ยันกลิ่นของผลไม้สุก ด้วยเหตุนี้คุณจึงควรฉีดน้ำหอมกลิ่นเบาๆ บางเบาและตระนักถึงผลกระทบมากขึ้นเนื่องจากความร้อนทำให้กลิ่นหอมขึ้นมากกว่าเดิมบางคนคิดว่านี่คือเรื่องดีในการเลือกใช้น้ำหอมแต่ถ้าคุณฉีดน้ำหอมในปริมาณที่มากเกินไปอาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดีได้ กลิ่นน้ำหอมที่มีลักษะบางเบาผสานกับความสดชื่นมาจากวัตถุดิบที่เกิดตามสิ่งแวดล้อมจะเหมาะที่สุดสำหรับฤดูนี้

ในทางกลับกันในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเหมาะสำหรับน้ำหอมที่มีวัตถุดิจากแอมเบอร์ เมื่อกระทบกับอากาศจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น

สุดท้ายแล้วคุณสามารถเลือกกลิ่นน้ำหอมให้เหมาะกับอารมณ์,บุคลิก,หรือฤดูกาลก็ตาม คุณก็ควรคำนึงถึงกลิ่นหอมของสารเคมีในร่างกายและอุณหภูมิภายนอกที่ส่งผลให้กลิ่นเพี้ยนไป ฉะนั้นคุณสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ในการเลือกน้ำหอมที่คุณและคนรอบข้างประทับใจได้ด้วยการเลือกน้ำหอมตามฤดูกาล

กำเนิดน้ำหอมกลิ่นทะเล

Calon เป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำหอมผู้ชายและผู้หญิงและมักถูกใช้มานานหลายศตวรรษ โดย Calone มีกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ของ “ลมทะเล” รุนแรงและแซมด้วยกลิ่นอายของดอกไม้น้อยๆ จึงทำให้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบของกลิ่นน้ำหอมตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เนื่องจากมีน้ำโอโซนเข้มข้นและเป็นกลิ่นที่โดดเด่นกว่าส่วนประกอบอื่นๆ

ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ซึ่ง Calone หรือเป็นที่รู้จักในวงการอุตสาหกรรมน้ำหอมว่า “ketone watermelon” เป็นสารประกอบน้ำหอมสังเคราะห์นี้ถูกค้นพบโดย Pfizer ในปี พ.ศ.2494 และได้รับการจดศิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ.2513 ซึ่ง Calone มีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างของฟีโรโมนที่ผลิตโดยสาหร่ายสีน้ำตาลบางชนิด และในรูปผลึกสีขาวจะมีจมูกที่มีกลิ่นฉุนแต่เมื่อได้รับการเจือจางในระดับที่ดีกลิ่นของมันก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็น ซึ่งกลิ่นนั้นคล้ายกับกลิ่นของมหาสมุทร

ต่อมาในปี 1990 น้ำหอมกลิ่นอายมหาสมุทรได้เปิดตัวขึ้นมาและถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มากในยุคนั้น จึงทำให้อุตสหกรรมน้ำหอมหลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้มากขึ้นหรือเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้ำหอมอื่นๆ ทั่วโลก จนกระทั่งช่วยปลายของยุค 90 ถือว่าป็นจุดสูงสุดของน้ำหอมของน้ำหอมที่มีกลิ่นของทะเลเพราะกลิ่นนี้มีกลิ่นที่ติดทนยาวนาน เกือบทุกแบรนด์จะต้องมีส่วนผสมด้วย Calon รวมไปถึงผู้ชายหลายคนที่ชื่นชอบนโคโลญจ์ยังมีคุณลักษณะของ Calone เพราะเรียกเสน่ห์จากสาวๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คนส่วนใหญ่ใช้น้ำหอมเพื่ออะไร?

น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงแรกของอารยธรรมชาวกรีกและชาวโรมัน โดยพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมในห้องอาบน้ำเพื่อวัตถุประสงค์ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกับว่าใช้เป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมที่พัฒนาแล้ว เพราะน้ำหอมสามารุกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มความมั่นใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบน้ำหอมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับรสนิยม คุณอาจจะคิดว่าคนเราใช้น้ำหอมเพื่อเรียกเสน่ห์เพียงอย่างเดียวแต่จริง ๆแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด มาร่วมหาเหตุผลที่หลายๆ คนใช้น้ำหอมกัน

1.น้ำหอมกระตุ้นฟีโรโมนประเภทฮอร์โมน ซึ่งจะไปกระตุ้นความต้องการทางเพศมากขึ้นแก่ผู้พบเห็น

2.น้ำหอมจะทำให้คุณกับคนรักเกิดความทรงจำร่วมกัน เราทุกคนมีน้ำหอมที่ชื่นชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสร้างความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น กลิ่นของน้ำหอมก็จะคอยย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหมือนกับว่าคุณได้อยู่ในเดทแรกอีกครั้งแบบไม่รู้จบ

3.น้ำหอมมีพลังที่จะนำคุณไปยังสถานที่สงบและลดความเครียดในตัวคุณลงได้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังด้านบวกเมื่อดมกลิ่นน้ำหอม

4.คนส่วนใหญ่จะใช้น้ำหอมเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบ่งบอกรสนิยม พวกเขาทั้งหลายจะใช้มันเนื่องในโอกาสพิเศษหรืองานที่พบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อแสดงถึงสไตล์และตัวตนของคุณที่เป็นเอกลักษณ์แห่งความสง่างามและความคลาสสิกในตัวคุณเอง

OpenStack ปะทะ VMware

ต้องบอกว่าตอนนี้การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ถือว่ากำลังมาแรง ยิ่งถ้าพูดถึงเทคโนโยอย่าง Private Cloud ในตอนนี้ ทั้ง OpenStack และ VMware ต่างก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกันในด้านการเป็นตัวเลือกยอดนิยมมาโดยตลอด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้ง IoT และ NFV อาจทำให้ OpenStack กลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงครามครั้งนี้

แม้หลายๆ องค์กรใหญ่จะใช้งาน VMware มานาน แต่ฝ่ายบริษัทผู้ให้บริการทาง IT กลับจะดูชอบพอ OpenStack กันเสียมากกว่า ซึ่งผลสรุปของตลาดการแข่งขันที่จะกระเทือนทั้ง OpenStack และ VMware อาจขึ้นอยู่กับ IoT และ NFV ล้วนๆ

Virtual Resources ได้สร้างความยุ่งยากอีกระดับให้กับทีม Operation ของ Data center โดยทั่วไปแต่ละองค์กรจะ Install และ Integrate แต่ละ Application แบบ Manual หรือใช้งาน Simple operating system scripting languages เป็นหลัก แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิด Configuration Error ในการ Deploy application ลง Resource pool ดังนั้นองค์กรสมัยนี้เลยหันมาใช้ DevOps Tools ให้ช่วย Deploy แต่ด้วยความที่ Tools เหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งกับ OpenStack และ VMware จึงยังไม่ค่อยมีใครได้เปรียบเสียเปรียบนักในสงคราม Cloud นี้

NFV สะเทือนสนามรบ OpenStack และ VMware

เมื่อไม่นานมานี้ Network Operator หลายๆ เจ้าได้พัฒนา Specification ใหม่ที่ทำให้ Cloud hosting ที่สามารถรองรับ Network Feature ได้ โดยเรียกมันว่า NFV (Network Functions Virtualization) ซึ่ง NFV เป็นเหมือน Cloud application ที่ถูกแปลงมาเป็น Network Feature อย่างหนึ่ง โดยเกือบทั้งหมดของ NFV Implementations ต้องใช้ Cloud Deployment Tools มาเป็น Interface ของ Resources และด้วยความที่ OpenStack เองก็เป็น Open Source จึงสนับสนุนและทำงานร่วมกับ NFV ได้เป็นอย่างดี ผิดกับ VMware ที่ล่าช้าไปหน่อยกว่าจะพัฒนา Tools ที่เข้ากับ NFV ขึ้นมาได้

ในอีก 5 ปีข้างหน้า การ Hosting network feature อาจกลายมาเป็น Data Center Deployment แหล่งใหญ่ที่สุดได้ และถ้า OpenStack มีบทบาทใน NFV มากๆ เข้า จะทำให้ OpenStack ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการใช้งาน Cloud รูปแบบใหม่นี้ทันที ยิ่งเมื่อเหล่า Network Operator เริ่มใช้ NFV Data Center เพื่อให้บริการ Public Cloud ถึงตอนนั้น OpenStack-based private cloud ก็สามารถกลายมาเป็น Hybrid Cloud ได้ง่ายขึ้น เสริมความแข็งแกร่งของ OpenStack ในตลาด Cloud ไปอีกขั้น

NFV คือรูปแบบหนึ่งของ Cloud Computing ที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ถูกออกแบบมาให้รองรับ Tenant Service ได้เป็นล้านๆ สามารถตั้งค่า Automate ในส่วนการ Deployment และ Management Process เพื่อคุมค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งองค์กรทั้งหลายและผู้ให้บริการ Public Cloud ต่างก็สนใจในความสามารถพวกนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้า Tools และ Features ของ NFV จะถูกใช้กันโดยทั่วไปตามองค์กรต่างๆ และยิ่งถ้า Tools เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับ OpenStack ได้ดีกว่า VMware แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะเป็นผู้นำแต้มต่อในวงการนี้ในอนาคต

ผลกระทบครั้งใหญ่ของ IoT ต่อ OpenStack  และ VMware

IoT หรือ Internet of Things เป็นอีกเทรนด์ที่ส่งจะผลกระทบต่อกลุ่ม Network Operator เป็นอันดับแรก ด้วยการสร้าง Platform และ Tools ใหม่ๆ ขึ้นมา โดย IoT มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน องค์ประกอบแรกคือส่วนที่เชื่อมต่อระหว่าง Sensor กับ Controller และส่วนที่คอยแปลงข้อมูลของ Sensor กับ Controller ให้เป็น Format สำหรับการเข้าถึง Application อย่างปลอดภัย อีกองค์ประกอบหนึ่งของ IoT นั้นจะคล้ายๆ กับโกดังเก็บ Big Data และพวก Application คุมระบบต่างๆ เช่น process control, vehicle/traffic control และ mobile contextual services based on location จะว่าไปก็เหมือนกับเป็น Cloud Applications หรือ NFV Functions รูปแบบหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้มักจะเป็นพวกบริการ Public Cloud เพื่อเข้ามาเป็นส่วนขยายของ Data Center Virtualization และ Hosting โดย Application ที่สร้างไว้ใน Cloud ก็จะมีความคล้ายคลึงกับ Web และ Front-end technology ที่นำมาประยุกต์กับ Data Center Application แบบเก่า แต่ IoT นั้นต่างออกไป มันจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่แจกจ่ายการทำงานของ Data และ Processing ได้พร้อมๆ กัน ทั้งยังสามารถ Redefining Workflow เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อีกด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่ IoT จะเข้าไปมีบทบาทร่วมใน Data Center และ Public Cloud ของแต่ละองค์กรจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการที่ Network operator หลายแห่งเลือกใช้งาน Open source ซึ่งแน่นอนว่ามักจะหมายถึง OpenStack สำหรับ NFV ย่อมส่งผลให้ OpenStack กลายมาเป็นที่นิยมสำหรับ IoT Platform ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก IoT Application มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Network Function อย่างไรก็ดี ความนิยมของ OpenStack จะนำขึ้นมาเหนือ VMware ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า NFV จะถูกพัฒนาและนำมาปรับใช้ได้เร็วแค่ไหนนั่นเอง

 

Cloud Servers?

ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีของ Cloud หรือ Cloud Computing ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ในอนาคตจะมีการเอา Cloud Computing ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ จึงทำให้หน่วยงานหลายๆหน่วยงาน เริ่มให้ความสนใจกับระบบ Cloud มากขึ้น

คลาวด์ หรือ Cloud Computing คือการทำงานของ Server ขนาดใหญ่ ที่ทำงานด้วย Sever หลายๆ เครื่อง โดยแบ่งชั้นการประมวลผลออกจากชั้นเก็บข้อมูล เป็นการร่วมกันทำงานของ Server หลายๆ เครื่อง มีผลดีคือเมื่อ Server ใด Sever หนึ่งเกิดความเสียหายขึ้นก็จะไม่ส่งผลกับการใช้งานของผู้ใช้บริการ เพราะระบบจะทำการย้ายไปทำงานในเครื่องใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งก็แสดงถึงความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้บริการนั่นเอง

 

ข้อดีของบริการ Cloud Server มีดังนี้

ความยืดหยุ่น : สามารถดึงทรัพยากรเพิ่มเติมมาใช้ได้เมื่อต้องการ

คุ้มค่าใช้จ่าย : คิดค่าบริการเมื่อมีการใช้งาน ผู้ใช้บริการจ่ายค่าบริการตามจำนวนค่าใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

ติดตั้งง่าย : Cloud Server ไม่มีการตั้งค่าเริ่มต้นที่วุ่นวายมากนัก

เชื่อถือได้ : เพราะมี Server สำหรับให้บริการอยู่หลายตัว ถ้าตัวไหนเกิดมีปัญหาขึ้นมา แหล่งทรัพยากรก็จะย้ายไป Server อื่นทันทีโดยไม่กระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้บริการ

ซึ่งในปัจจุบัน Cloud ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการใช้งาน Web Hosting มากขึ้น อาจเป็นเพราะ Cloud สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนซื้อ Server ได้ สามารถเลือกจ่ายค่าบริการเท่าที่ทางองค์กรเลือกใช้ และยังมีบริการให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น Web Site , VM หรือ VPS , Mobile Service , Storage , Etc.

 

สวรรค์ของกลิ่นน้ำหอม

การเดินทางไปยังประเทศหัวใจของน้ำหอมหรือดินแดนแห่งมนต์สะกดที่มีดอกมะลิเติบโตและความทรงจำอันอ้อยอิ่งอย่างเมือง Grasse

 

เมืองนี้เป็นเมืองที่มีกลิ่นของความรักอบอวนอยู่และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำหอมของโลกเป็นเวลา 300 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ได้รับการขนานนามของที่ตั้งราวกับมีเวทมนต์สะกด กลิ่นของน้ำฝน กลิ่นของบลูเบอร์รี่ และต้นไม้ รวมตัวกันมาเป็นพลังของกลิ่นน้ำหอมอันทรงพลัง

 

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลในน้ำหอมลองให้กลิ่นนำพาคุณมาซึ่งเมืองนี้สักครั้งในชีวิตดูสิแล้วคุณจะต้องมนต์จากพลังห้าสัมผัสรวมกันเป็นกลิ่นน้ำหอมกระตุ้นความทรงจำอันแข็งแกร่งราวกับคุณย้อนเวลาได้ วัตถุดิบจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้ก็ไม่มีสถานที่ใดที่พิเศษไปกว่าเมืองนี้

 

ซึ่งเมือง Grasse จะเต็มไปด้วยวัตถุดิบในการปรุงน้ำหอมชั้นเลิศ และทุ่งดอกมะลิถือเป็นหัวใจสำคัญของที่นี่เพราะมะลิถือเป็นวัตถุดิบหายากและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ

 

ซึ่งมะลิทั่วมุมโลกก็ไม่สามารถทดแทนมะลิจากเมือง Grasse ได้ ด้วยกลิ่นหอมที่ห่อตัวความกับความทรงจำห่อหุ้มดอกเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจึงทำให้น้ำหอมชื่อดังหลายร้อยแบรนด์ต้องใช้เป็นหนึ่งส่วนประกอบ

 

โดยดอกมะลิหนึ่งหมื่นดอกมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม นั่นหมายความว่าจะต้องใช้ดอกไม้ถึงแปดล้านดอกสำหรับการปรุงน้ำหอมหนึ่งกิโล

 

จึงทำให้น้ำหอมที่ปรุงจากวัตถุดดิบที่มาจากฝรั่งเศสมีราคาแพงเพราะเป็นน้ำหอมระดับโลกที่ผ่านการเอาใจใส่และพิถีพิถันทุกขั้นตอนนั่นเอง